แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 80
1
ตรวจสุขภาพ: อหิวาต์ (Cholera)

อหิวาต์ (อหิวาตกโรค โรคอุจจาระร่วงอย่างแรง ก็เรียก) เป็นโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว

ในสมัยก่อนพบว่าการระบาดแต่ละครั้งมีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นร้อยเป็นพัน จึงมีชื่อเรียกกันมาแต่โบราณว่า โรคห่า

ในปัจจุบันโรคนี้ลดความรุนแรงลง และพบระบาดน้อยลง มีรายงานโรคนี้ตามจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้ พบประปรายทางภาคอีสานและภาคเหนือ โรคนี้พบในเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ มักพบในคนอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป สามารถพบได้ประปรายทุกเดือนตลอดทั้งปี มักพบในถิ่นที่การสุขาภิบาลยังไม่ดี และในหมู่คนที่กินอาหารที่ไม่ได้ปรุงให้สุกหรือขาดสุขนิสัยที่ดี


สาเหตุ

เกิดจากเชื้ออหิวาต์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า วิบริโอคอเลอรา (Vibrio cholerae) เชื้ออหิวาต์มีอยู่หลายชนิด ตัวก่อโรคที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ชนิดเอลทอร์ (EI Tor)* กับวิบริโอคอเลอรา O139**

เชื้ออหิวาต์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด คนเราสามารถติดเชื้อชนิดนี้โดยการกินอาหารทะเลแบบดิบ ๆ ดื่มน้ำหรือกินอาหาร รวมทั้งน้ำแข็ง ไอศกรีมที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยมีแมลงวันหรือมือเป็นสื่อกลางในการนำพาเชื้อ แล้วผู้ติดเชื้อ (ผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ)*** ก็จะปล่อยเชื้อออกทางอุจจาระไปอยู่ตามดินและน้ำ ซึ่งแพร่กระจายสู่ผู้อื่นในวงกว้างจนเกิดการระบาดได้

นอกจากนี้ อาจติดจากผู้ติดเชื้อโดยการสัมผัสใกล้ชิด เชื้อสามารถติดผ่านมือเข้าไปในปากได้

เชื้ออหิวาต์จะรุกล้ำเข้าไปที่เยื่อบุลำไส้เล็กแล้วปล่อยสารพิษ (ชื่อ cholera toxin) ทำให้ลำไส้เล็กหลั่งน้ำและเกลือแร่ออกมาในอุจจาระจำนวนมาก เกิดอาการถ่ายเป็นน้ำ

ระยะฟักตัว 6 ชั่วโมง ถึง 5 วัน (ส่วนใหญ่ประมาณ 24-48 ชั่วโมง)

*เริ่มพบในปี พ.ศ. 2504 อยู่ในกลุ่ม วิบริโอคอเลอรา O1 ซึ่งแบ่งเป็นชนิดคลาสสิก (classic ซึ่งเป็นตัวก่อโรคระบาดร้ายแรงมาแต่เดิม) กับเอลทอร์ (ซึ่งก่อโรคที่มีความรุนแรงน้อยลง)
**เริ่มพบในปี พ.ศ. 2535
***ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง แต่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น เชื้อมักอยู่ในอุจจาระช่วงสั้น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะถูกขับออกหมด ส่วนน้อยที่อาจมีเชื้อในอุจจาระเป็นเวลานาน


อาการ

ส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อย ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง คล้ายโรคท้องเดินทั่วไป หรืออาหารเป็นพิษ มักหายได้เองภายใน 1-5 วัน

ในรายที่เป็นมากมักมีอาการถ่ายเป็นน้ำรุนแรง อุจจาระมักจะไหลพุ่ง โดยไม่มีอาการปวดท้อง (ส่วนน้อยที่อาจมีอาการปวดบิดในท้อง) และมีอาการอาเจียนตามมาโดยที่ไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน (ส่วนน้อยอาจมีอาการคลื่นไส้) ระยะแรกอุจจาระมีเนื้อปน ลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง แต่ต่อมาจะกลายเป็นน้ำล้วน ๆ บางรายอุจจาระมีลักษณะเหมือนน้ำซาวข้าว ไม่มีกลิ่นอุจจาระ อาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจถ่ายวันละหลายครั้งถึงหลายสิบครั้ง หรือไหลพุ่งตลอดเวลา ส่วนอาการอาเจียนนั้น แรกเริ่มออกเป็นเศษอาหาร ต่อมาเป็นน้ำ และน้ำซาวข้าว

หากเป็นรุนแรงมักถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 250 มล./กก./วัน และเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อกอย่างรวดเร็ว (ภายใน 4-18 ชั่วโมง) ผู้ป่วยจะมีอาการเสียงแหบแห้ง เป็นตะคริว ตัวเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีมักจะเสียชีวิตภายในเวลาสั้น ๆ


ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะขาดน้ำรุนแรงและช็อก ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามมา

นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ เกิดอาการตะคริว ภาวะเลือดเป็นกรด และภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา

บางรายอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเนื่องจากกินอาหารไม่ได้

หญิงตั้งครรภ์อาจแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมักตรวจพบภาวะขาดน้ำตั้งแต่ขนาดเล็กน้อยถึงรุนแรง อาจมีไข้ต่ำ ๆ ในรายที่เป็นรุนแรงจะพบภาวะช็อก หายใจเร็วจากภาวะเลือดเป็นกรด ในเด็กอาจพบว่ามีไข้ ชัก ซึม หรือหมดสติ

แพทย์จะวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการตรวจอุจจาระและเพาะเชื้อจากอุจจาระ (rectal swab culture) และตรวจเลือดดูความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่อาการไม่รุนแรง ไม่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง และยังกินอาหารหรือดื่มน้ำได้ดี ให้การรักษาแบบอาการท้องเดินหรืออาหารเป็นพิษทั่วไป คือให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ เก็บอุจจาระส่งเพาะเชื้อ เมื่อทราบผลการตรวจว่าเป็นโรคนี้ หรือสงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ เช่น เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยอหิวาต์ หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้ออหิวาต์

2. ในรายที่เป็นรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นน้ำรุนแรง อาเจียนรุนแรง กินไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล

นอกจากให้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้ออหิวาต์ แพทย์จะทำการปรับดุลสารน้ำและเกลือแร่ โดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรูปของริงเกอร์แล็กเทต (Ringer lactate) หรืออะซีทาร์ (Acetar) ถ้าไม่มีอาจใช้น้ำเกลือนอร์มัล (NSS) แทน โดยให้ในปริมาณที่สามารถทดแทนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และให้กินโพแทสเซียมคลอไรด์ หรือให้ทางหลอดเลือดดำถ้าอาเจียน

3. แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคอหิวาต์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เตตราไซคลีน ดอกซีไซคลีน โคไตรม็อกซาโซล นอร์ฟล็อกซาซิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น

ผลการรักษา หากได้รับการรักษาได้ทันการ มักจะหายได้ภายใน 3-6 วัน หลังได้รับยาปฏิชีวนะ

เชื้อโรคอยู่ในอุจจาระผู้ติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ป่วย (ที่มีอาการแสดง) กับพาหะ (ที่ไม่มีอาการแสดง) เมื่อถูกขับถ่ายออกมาก็สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่น โดยการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ (เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง) อาหาร น้ำดื่ม มือของผู้ติดเชื้อ (ที่ไม่ได้ล้างน้ำหลังถ่ายอุจจาระ) สิ่งของและสภาพแวดล้อมที่ถูกมือของผู้ติดเชื้อสัมผัส ทั้งนี้มีแมลงวันและแมลงสาบ (ที่ไต่ตอมอุจจาระของผู้ติดเชื้อ) เป็นพาหะนำเชื้อ

คนเราสามารถติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางใดทางหนึ่งดังนี้

1. ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแบบดิบ ๆ บางกรณี (เช่น บิดอะมีบา ท้องเดินจากเชื้อไกอาร์เดีย) ก็อาจเกิดจากการดื่มน้ำประปา หรือกลืนน้ำในสระว่ายน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

2. กินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ การปนเปื้อนเชื้ออาจเกิดจากข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

    แมลงวัน (และบางครั้งแมลงสาบ) เป็นพาหะนำเชื้อ
    มือของผู้ติดเชื้อ หรือมือของคนใกล้ชิดที่ปนเปื้อนเชื้อ (จากการสัมผัสมือของผู้ติดเชื้อ หรือสิ่งของ หรือสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน) ไปจับต้องอาหารหรือน้ำดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบอาหาร ผู้ให้บริการด้านอาหาร และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นพาหะ จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ เพราะอาจไม่ระวังเนื่องจากไม่มีอาการแสดง
    ปนเปื้อนดินหรือน้ำที่มีเชื้อ รวมทั้งผักผลไม้ที่ปลูกโดยการใส่ปุ๋ยที่ทำจากอุจจาระคน และผักผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน

3. ติดต่อจากคนสู่คน โดยข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

    การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อภายในบ้าน สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานพักฟื้น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน สถานประกอบการ ค่ายทหาร ค่ายกิจกรรมต่าง ๆ โดยการใช้มือสัมผัสถูกมือของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสถูกสิ่งของหรือสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อนั้นสัมผัสปากของตนเองโดยตรง หรือไปเปื้อนถูกอาหารหรือน้ำดื่มอีกต่อหนึ่ง
    การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้ปากสัมผัสถูกทวารหนักหรืออวัยวะเพศของผู้ติดเชื้อ ซึ่งนิยมปฏิบัติในหมู่ชายรักร่วมเพศ การติดเชื้อโดยวิธีนี้อาจเกิดกับเชื้อโรคบางชนิดที่มีระยะของการเป็นพาหะนาน ๆ เช่น เชื้ออะมีบา เชื้อไกอาร์เดีย บิดชิเกลลา เป็นต้น


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น ผู้ป่วยท้องเดินที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นอหิวาต์ หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ ควรดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

หากตรวจพบว่าเป็นอหิวาต์ ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด


การป้องกัน

1. ดื่มน้ำต้มสุก หรือน้ำสะอาด ไม่ดื่มน้ำคลอง หรือดื่มน้ำบ่อแบบดิบ ๆ ไม่กินน้ำแข็งหรือไอศกรีมที่เตรียมไม่สะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และไม่มีแมลงวันตอม ไม่กินอาหารทะเลแบบดิบ ๆ ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ก่อนเตรียมอาหาร ก่อนเปิบข้าว และหลังการถ่ายอุจจาระทุกครั้ง ควรถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ อย่าถ่ายลงคลองหรือตามพื้นดิน

2. สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ควรนำอุจจาระและสิ่งที่ผู้ป่วยอาเจียนออกมาไปเทใส่ส้วมหรือฝังดินให้มิดชิด อย่าเทตามพื้นหรือลงแม่น้ำลำคลอง ส่วนเสื้อผ้าของผู้ป่วยที่แปดเปื้อนเชื้อ ห้ามนำไปซักในแม่น้ำลำคลอง ควรแช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือนำไปฝังหรือเผาเสีย

3. ในปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแก่ชุมชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เนื่องจากไม่ได้ผลและทำให้เชื้อดื้อยา แต่อาจพิจารณาให้ในกลุ่มคนขนาดเล็ก เช่น ในเรือนจำ หรือในชุมชนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกินร้อยละ 20

4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาต์ชนิดใหม่ในรูปของการกินทางปาก (oral vaccine) ให้ 2 ครั้งห่างกัน 10-14 วัน ซึ่งสามารถใช้ป้องกันได้ผลดี แพทย์จะเลือกใช้ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการระบาดของโรค เป็นต้น

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงรุนแรง หรือสงสัยเป็นอหิวาต์ (เช่น เป็นผู้สัมผัสโรค หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค) แพทย์จะทำการเก็บอุจจาระส่งเพาะหาเชื้อ ถ้าพบว่าเป็นอหิวาต์จะได้ดำเนินการควบคุมโรคไม่ให้เกิดการระบาด

2. สำหรับผู้สัมผัสโรค แพทย์จะทำการเก็บอุจจาระส่งเพาะหาเชื้อ และเฝ้าสังเกตอาการอย่างน้อย 5 วัน ถ้าพบว่าเป็นพาหะก็ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดความรุนแรงของโรค และลดการแพร่กระจายเชื้อ

2
มอเตอร์ไซด์ใหม่ ซูซูกิ Suzuki Burgman Street EX ปี 2024
69,900 บาท 

ซูซูกิ Suzuki Burgman Street EX ปี 2024
Suzuki Burgman Street EX น้องเล็ก ในตระกูล Burgman รถจักรยานยนต์ Scooter ระดับ First Class ด้วยเครื่องยนต์ 125 cc. ดีไซน์โฉบเฉี่ยว เรียบหรู ทันสมัย สะกดทุกสายตา ฟังก์ชั่นครบครัน ตอบโจทย์ทุกความต้องการ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะดวก ปลอดภัย มั่นใจ มาพร้อมกับช่องเก็บของทั้งด้านหน้า และใต้เบาะที่มีขนาดใหญ่ถึง 21.5 ลิตร ที่พักเท้ายังคง Concept เดียวกับรุ่นพี่อย่าง Burgman 400 ให้ความสบายระหว่างการขับขี่ เพลิดเพลินกับทุกการเดินทาง ไม่ว่าระยะทางจะใกล้หรือไกล

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์               Suzuki
   รุ่น                    ซูซูกิ Suzuki Burgman Street EX ปี 2024
   ประเภทรถ           รถครอบครัวแบบสกู๊ตเตอร์
   ปีที่เปิดตัว            2024
   ราคา                69,900 บาท

สเปค
   รูปแบบเกียร์             เกียร์ออโต้
   ระบบเกียร์               CVT
   รายละเอียดเครื่องยนต์        1-Cylinder, OHC, 2-Value
   ระบบระบายความร้อน          อากาศ
   ระบบสตาร์ท                    สตาร์ทเท้าพร้อมไฟฟ้า (มือ)
   ขนาดเครื่องยนต์ (CC)         124.3 CC
   แบบเครื่องยนต์                  4 จังหวะ
   ระบบจุดระเบิด                      -
   ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง            เบนซิน 91, แก๊สโซฮอล์ 95 (E10), แก๊สโซฮอล์ 91, แก๊สโซฮอล์ E20, เบนซิน 95
   ระบบจ่ายน้ำมัน                     หัวฉีด
   ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)            5.5 ลิตร
   ระบบกันสะเทือน                    ล้อหน้า โช้คอัพแบบ Telescopic, Coil Spring และ Oil Damped, ล้อหลัง โช้คอัพแบบสวิงอาร์มร่วมกับ Coil Spring และ Oil Damped
   ระบบเบรค                          ล้อหน้า ดิสก์เบรก (), ล้อหลัง ดรัมเบรก ()
   แบบวงล้อ                            แม็ก
   ขนาดยาง                         ล้อหน้า 90/90-12 54J Tubeless, ล้อหลัง 100/80-12 56J Tubeless
   ขนาด (ยาวxกว้างxสูง มม.)     1,875 x 700 x 1,140 มม.
   น้ำหนักตัวรถ                       111.00 กก.

3
ทาวน์โฮม นีโอ โฮม บางแค (Neo Home Bangkhae)
เริ่มต้น 8.59 ลบ.

นีโอ โฮม บางแค (Neo Home Bangkhae)
นีโอ โฮม บางแค บ้านเดี่ยวโครงการใหม่สไตล์อิตาลี จาก Frasers บนทำเลเมือง ใกล้เดอะมอลล์บางแค ตั้งอยู่กลางความสะดวกสบายด้วยการเดินทางที่ใกล้ รถไฟฟ้าและทางด่วน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม.

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ             นีโอ โฮม บางแค (Neo Home Bangkhae)
 เจ้าของโครงการ        เฟรเซอร์ส
 แบรนด์ย่อย              นีโอ โฮม
 ราคา                     เริ่มต้น 8.59 ลบ.

 ประเภทบ้าน            บ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล           บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนบ้าน              40 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 พื้นที่ใช้สอย            ตั้งแต่ 140 ถึง 181 ตร.ม.
 จำนวนชั้น               2 ชั้น
 หน้ากว้าง              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน         4 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ         2 คัน
 สาธารณูปโภค           สวนสาธารณะ, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., CCTV, อื่นๆ (สโมสร, ระบบคีย์การ์ด)

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน                  บางแค, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ
 ที่ตั้ง                  ถนนกาญจนาภิเษก แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, สถานี(บางแค - พุทธมณฑล)(หลักสอง)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนกาญจนาภิเษก)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. The Explace 2.2 กม.
2. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค 2.8 กม.
3. The Mall บางแค 3.4 กม.
4. โรงเรียนเลิศหล้า กาญจนาฯ 3.5 กม.
5. โรงเรียนบรีติช โคลัมเบีย 6.6 กม.

4
การเลือกทันตแพทย์ในการจัดฟันเด็ก ในลูกน้อยควรเลือกจากปัจจัยอะไรบ้าง

การเลือกทันตแพทย์จัดฟันเด็กให้ลูกน้อยเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ต่อไปนี้คือปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกทันตแพทย์จัดฟันเด็ก:

1. ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์:

ทันตแพทย์เฉพาะทาง: ควรเลือกทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการจัดฟันเด็ก (Pediatric Orthodontist) ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็กโดยเฉพาะ
ประสบการณ์: สอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของทันตแพทย์ในการจัดฟันเด็ก จำนวนเคสที่เคยรักษา และผลลัพธ์ของการรักษา


2. คุณสมบัติและข้อมูลประจำตัว:

ตรวจสอบข้อมูล: ตรวจสอบข้อมูลประจำตัว การศึกษา และใบรับรองของทันตแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่ามีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่จำเป็น
ใบอนุญาต: ตรวจสอบว่าทันตแพทย์มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมอย่างถูกต้อง


3. การสื่อสารและบุคลิกภาพ:

ทักษะการสื่อสาร: ทันตแพทย์ควรมีทักษะในการสื่อสารที่ดี สามารถอธิบายขั้นตอนการรักษาให้เด็กและผู้ปกครองเข้าใจได้ง่าย
บุคลิกภาพ: ทันตแพทย์ควรมีบุคลิกภาพที่อ่อนโยน ใจเย็น และเป็นมิตร เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจให้กับเด็ก


4. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศของคลินิก:

บรรยากาศ: คลินิกควรมีบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และตกแต่งให้เหมาะกับเด็ก
อุปกรณ์: คลินิกควรมีอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด และปลอดภัย


5. ความสะดวกสบาย:

ทำเลที่ตั้ง: เลือกคลินิกที่เดินทางสะดวก เพื่อความสะดวกในการพาลูกไปพบทันตแพทย์
เวลาทำการ: เลือกคลินิกที่มีเวลาทำการที่เหมาะสมกับตารางเวลาของครอบครัว


6. คำแนะนำและรีวิว:

สอบถาม: สอบถามจากเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักที่เคยพาเด็กไปจัดฟัน
รีวิว: อ่านรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการในเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย


7. การปรึกษาเบื้องต้น:

นัดปรึกษา: นัดหมายเพื่อปรึกษาทันตแพทย์โดยตรง เพื่อสอบถามเกี่ยวกับแผนการรักษาและค่าใช้จ่าย
สังเกต: สังเกตการสื่อสารและการดูแลเอาใจใส่ของทันตแพทย์

การเลือกทันตแพทย์จัดฟันเด็กที่เหมาะสมและการดูแลอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยของคุณ

5
จัดฟันเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก เพื่อโครงหน้าที่ดูดี !

หากย้อนไปในสมัยอดีต จะทราบกันดีว่ามีความเชื่อหนึ่งที่ติดอยู่ในสังคมประเทศไทย คือ เด็กเล็กๆไม่ควรจัดฟัน ควรไปเริ่มจัดฟันในขณะที่เจริญเติบโตแล้ว เพราะการจัดฟันในเด็กเล็กจะทำให้ฟันมีปัญหา ?

แต่ในปัจจุบันนี้ ชุดกระบวนความคิดดังกล่าวถือว่าถูกลบล้างออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะ มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับทันตกรรมศาสตร์ ได้พบว่า ฟันที่เสียไม่ว่าจะ ฟันเก สบฟัน หรือ โรคเกี่ยวกับกระดูกขากรรไกร รวมถึงโครงสร้างใบหน้า สามารถรักษาได้ด้วยการจัดฟันตั้งแต่ในวัยเด็ก หรือ วัยก่อนก่อนเจริญเติบโตเต็มที่ จะเห็นผลที่ดีกว่าในช่วงวัยเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

โดยในวันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็กเล็ก เพื่อลบล้างความเชื่อผิดๆในอดีต โดยมีดังต่อไปนี้

อายุเท่าไหร่ เหมาะสมต่อการจัดฟัน ?

เมื่อสมัยก่อนหลายๆคนอาจจะรอจนถึงอายุ 18 ปี หรือ 20 ปี ถึงจะเริ่มมีความคิดที่จะเข้ารับการจัดฟัน แต่จากการศึกษาพบว่า ช่วงอายุประมาณ 6-7 ขวบ หรือต่ำกว่า 10 ขวบ สามารถเข้ารับการจัดฟันได้แล้ว และที่สำคัญฟันเด็กเล็กจะมีการเรียงตัวกันสวยงามเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในการจัดฟันง่ายกว่าในช่วงวัยรุ่น หรือวัยหยุดการเจริญเติมโตแล้ว

ดังนั้น ผู้ปกครองที่มีลูกในช่วยวัยเด็กเล็ก หรือ อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ควรรีบพาเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตัวเช็คสิ่งผิดปกในของฟัน เพื่อให้ได้รับการแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไปนั่นเอง


ฟันเด็กเล็ก แบบไหนที่ควรรีบจัดฟัน ?

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าในยุคสมัยนี้ ได้มีนวัตกรรมทางทันตกรรมที่เรียกว่า EF Line ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์จัดฟันเด็กเล็ก ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ว่าสามารถช่วยให้ฟันของเด็กที่มีความผิดปกติกลับมาเป็นธรรมชาติได้โดยที่ไม่ต้องรอให้โตก่อน อีกทั้งยังสามารถทำให้โครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติเช่น คางยื่น คางยุบ สามารถกลับมาอยู่ในสภาพปกติได้อีกด้วย โดยเด็กเล็กที่มีรูปแบบฟัน หรือพฤติกรรมแบบไหนที่ควรรีบจัดฟัน ดังต่อไปนี้

– ฟันหน้ายื่น ถ้าหากว่าถ้าเด็กเล็กๆมีฟันในลักษณะนี้ ควรเข้ารับการจัดฟันเพื่อเข้าเข้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อนให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี รวมถึงเด็กที่มีฟันหน้ายื่นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุฟันหักจากการถูกกระแทกมากกว่าเด็กเล็กที่มีฟันหน้าเรียงตัวปกติ

– การสบฟันผิดปกติ หากพบว่าเด็กเล็กๆมีการสบฟันที่ผิดธรรมชาติ ไม่ว่าจะบนสบล่าง หรือล่างสบบน ควรรีบทำการจัดฟัน เพื่อให้การเรียงตัวของฟันกลับมาเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยให้ขากรรไกรไม่เกิดความผิดปกติอีกด้วย

– ช่องฟันห่าง หากมีรูปแบบฟันที่ห่าง จะทำให้ฟันแท้ที่เตรียมจะขึ้นมาแทนที่ เกิดการเกหรือทับซ้อน เรียงตัวกันไม่สวยได้ จึงควรรีบทำการจัดฟันก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นมาแล้วก่อปัญหาในอนาคตได้

– ขากรรไกรมีความผิดปกติ ไม่ได้สัดส่วนกับใบหน้า ซึ่งในยุคสมัยนี้ มีนวัตกรรมทางทันตกรรมที่เรียกว่า EF line ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดฟันในเด็กเล็ก ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ว่าได้ผมดีมากสำหรับเด็กเล็กๆในเรื่องทำให้ฟันที่เรียงตัวผิดปกติกลับมาเป็นปกติได้ และยังทำให้โครงสร้างใบหน้ากลับมาเข้ารูปดังเดิมได้อีกด้วย

– มีอาการกลืนอาหารที่ผิดปกติ

– เด็กที่มีพฤติกรรม กัดเล็บ ดูดนิ้ว เป็นประจำ

– เด็กมีพฤติกรรมการนอนกรนเป็นประจำ


วิธีการดูแลรักษา หลังจากเด็กเล็กเข้ารับการจัดฟัน !

หลังจากที่เด็กเล็กเข้ารับการจัดฟันแล้วไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะละเลยได้ ยิ่งจัดฟันยิ่งจำเป็นต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีกว่าปกติยิ่งขึ้น โดยมีขั้นตอนเบื้องต้นดังต่อไปนี้

– แปรงฟันเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เช้า (ตื่นนอน) และ เย็น (ก่อนนอน) เพื่อกำจัดคราบเศษอาหารและขนมต่างๆที่เด็กเล็กรับประทานเข้าไป

– พยายามให้บุตรหลานที่จัดฟันบ้วนปากทุกครั้ง หลังจากที่รับประทานอาหารหรือขนม

– ก่อนนอนทุกวันพยายามบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

– พยายามช่วยบุตรหลานขัดฟันหลังจากแปรงฟันทุกครั้ง เพื่อขจัดคราบเศษอาหารที่ไม่สามารถแปรงฟันถึง

– ล้างอุปกรณ์จัดฟันเป็นประจำ

– พาบุตรหลายเข้าพบทันตแพทย์เป็นประจำ หรือ ทุกครั้งที่อุปกรณ์จัดฟันมีปัญหา

6
วิธีการติดตั้งฉนวนใยแก้ว ฉนวนกันความร้อน ให้มีประสิทธิภาพ

4 วิธีการติดตั้งฉนวนกันความร้อน ฉนวนใยแก้วที่ทุกคนควรรู้ก่อนลงมือทำ

แม้มองด้วยสายตาภายนอก ฉนวนใยแก้ว ไฟเบอร์กลาส หรือ Fiberglass Insulation จะมีหน้าตาดูนุ่มนิ่มไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ถ้าใครทำงานด้านการออกแบบอาคาร หรือการก่อสร้างมานานก็น่าจะทราบถึงอันตรายของวัสดุชนิดนี้เป็นอย่างดี โดยฉนวนใยแก้วนั้นเป็นที่รู้จักในฐานะฉนวนกันความร้อนที่ทำมาจากเส้นใยแก้วสังเคราะห์ สามารถนำมาถักทอเป็นแผ่น หรือทำเป็นม้วนได้ มีโครงสร้างเป็นเส้นใยพรุนที่เรียงตัวแน่นจึงทำให้สามารถกักเก็บอากาศได้ดี ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายนอกและภายในอาคาร อีกทั้งยังกันความร้อนและเสียงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการติดตั้งฉนวนใยแก้วต้องทำด้วยความระมัดระวังเนื่องจากเส้นใยแก้วมีขนาดเล็กระดับไมโครไฟเบอร์ แต่กลับแข็ง และคมมาก หากสัมผัสถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบร้อน และอักเสบบวมแดงได้ จึงจำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น ถุงมือ หน้ากากป้องกันฝุ่น แว่นตานิรภัย และเสื้อผ้าปิดคลุมให้มิดชิด เป็นต้น

นอกจากนี้ การติดตั้งฉนวนใยแก้วยังต้องมีการออกแบบ และวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้มันสามารถกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างทั่วถึง และไร้ช่องว่างโหว่ โดยเฉพาะในจุดเชื่อมต่อ หรือมุมอับต่าง ๆ เพราะถ้าติดตั้งไม่ดีพอจะทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลง รวมไปถึงการตัด หรือดัดแปลงขนาดก็ต้องคำนึงถึงขนาด และรูปร่างของช่องว่างอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถติดตั้งได้อย่างแนบชิดตามไปด้วย เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถติดตั้งฉนวนใยแก้วได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

จะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ 4 วิธีการติดตั้งฉนวนใยแก้วที่ทุกคนควรรู้ก่อนลงมือทำ ตามมาอ่านไปพร้อมกันเลย

4 แนวทางยอดนิยมสำหรับติดตั้งฉนวนใยแก้วให้มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

    พ่นฉนวนใยแก้ว (Blown-in Insulation)

    การพ่นฉนวนใยแก้ว (Blown-in Insulation) นับเป็นหนึ่งในวิธีการติดตั้งฉนวนใยแก้วที่มีประสิทธิภาพสูงมากวิธีการหนึ่ง เพราะสามารถเลือกความหนา และความแน่นของฉนวนได้ตามต้องการ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการติดตั้งในอาคารเก่า หรือพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก สำหรับกระบวนการทำงานของวิธีการนี้จะเริ่มต้นด้วยการใช้เครื่องพ่นฉนวนใยแก้วผสมกับสารเคลือบผิว แล้วฉีดพ่นผ่านท่อยาวเข้าไปในช่องว่างของผนัง พื้น หรือหลังคา จากนั้นฉนวนจะกระจายตัวแน่น ทั่วถึง และสามารถปกคลุมจุดอับต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตามการติดตั้งด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้ผู้รับเหมาที่มีความชำนาญ และเครื่องมือพิเศษ จึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจมีปัญหาฝุ่น และก๊าซจากสารเคลือบผิวรั่วซึมร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการระบายอากาศ

    ม้วนฉนวนใยแก้ว (Batt Insulation)

    วิธีการม้วนฉนวนใยแก้ว (Batt Insulation) คือวิธีการติดตั้งฉนวนใยแก้วที่นิยมใช้กันมากที่สุด เหมาะสำหรับการก่อสร้างอาคารใหม่ หรือการปรับปรุงอาคารเก่าที่สามารถเข้าถึงช่องว่างได้โดยสะดวก โดยกระบวนการทำงานของวิธีการนี้จะเริ่มด้วยการนำแผ่นฉนวนใยแก้วที่ม้วนเตรียมไว้แล้วมาคลี่ออกแล้วแผ่ให้กว้าง จากนั้นทำการวางเรียงลงไปในช่องว่างของผนัง พื้น หรือหลังคาจนเต็ม แน่น และปิดช่องว่างให้มิดชิดที่สุด ไม่มีช่องว่างโหว่ ข้อดีของวิธีการนี้คือติดตั้งง่าย ประหยัดแรงงาน ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และยังสามารถเลือกชนิด ความหนา และคุณสมบัติต่าง ๆ ของฉนวนได้หลากหลาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะอาจจะปิดช่องว่างได้ไม่สนิทมากนักหากช่องว่างไม่สม่ำเสมอ

    รีดร้อนฉนวนใยแก้ว (Rigid Insulation)

    การรีดร้อนฉนวนใยแก้ว (Rigid Insulation) เป็นอีกหนึ่งวิธีการติดตั้งฉนวนใยแก้วที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในการก่อสร้างอาคารใหม่หรือปรับปรุงอาคารเก่า โดยฉนวนใยแก้วที่ใช้สำหรับวิธีการนี้จะถูกผลิตออกมาในรูปแบบของแผ่นแข็ง ๆ คล้ายแผ่นกระดาน อันเกิดจากการนำเส้นใยแก้วมาอัดประกบกันให้แน่นด้วยความร้อน และแรงดัน จนเกิดเป็นแผ่นฉนวนที่มีโครงสร้างแน่นทึบ มีความหนา และขนาดมาตรฐาน ในส่วนของกระบวนการติดตั้ง จะเริ่มต้นด้วยการนำแผ่นฉนวนเหล่านี้มาประกบติดกับผนัง หรือหลังคาด้วยกาวร้อนหรือตะปู เพื่อให้แนบสนิทกับพื้นผิวโดยไม่มีช่องว่างหลงเหลืออยู่ ข้อดีของวิธีนี้คือเรื่องของความสะดวกสบาย ติดตั้งง่าย เพราะมีขนาด และรูปแบบมาตรฐานจากโรงงาน มีความคงทน และประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเป็นแผ่นแข็งที่มีโครงสร้างทึบแน่น อีกทั้งยังสามารถเลือกคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น ความหนา ความแน่น กันเสียงได้ตามต้องการด้วย อย่างไรก็ตามวิธีการนี้มีราคาค่อนข้างสูงกว่าวิธีการติดตั้งฉนวนวิธีอื่น ๆ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และถ้าติดตั้งบนพื้นผิวที่มีความไม่เรียบเสมอกัน อาจเกิดปัญหารอยต่อหรือช่องว่างได้จึงไม่เหมาะกับอาคารที่ซับซ้อน หรือมีซอกซอยเยอะ ๆ

    ใช้ฉนวนใยแก้วหุ้มท่อต่าง ๆ

    นอกจากการติดตั้งฉนวนใยแก้วในอาคารแล้ว ฉนวนใยแก้วยังสามารถนำมาใช้กับการหุ้มท่อต่าง ๆ ได้ด้วย เพราะว่าจะช่วยให้ประหยัดพลังงาน รักษาอุณหภูมิ ป้องกันปัญหาต่าง ๆ และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยสำหรับท่อนำความร้อน อย่างท่อไอเสีย และท่อลมร้อน ฉนวนใยแก้วจะช่วยเก็บกักความร้อนไม่ให้รั่วไหลออกจากท่อ ทำให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และรักษาอุณหภูมิได้ดี ในขณะที่ท่อนำความเย็นอย่างท่อแอร์ ฉนวนจะกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ท่อ ช่วยรักษาอุณหภูมิเย็นได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังป้องกันการเกิดหยดน้ำค้างบนผิวท่อเย็น ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเชื้อราและความชื้น นอกจากนี้การหุ้มท่อด้วยฉนวนกันความร้อนเอาไว้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสท่อร้อนหรือเย็นจนเกินไป ทำให้ปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน และลดเสียงรบกวนจากท่อต่าง ๆ ได้ด้วย

จะเห็นได้เลยว่าการติดตั้งฉนวนใยแก้วให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นมีให้เลือกหลายวิธีมาก ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่าอาคาร หรือสถานที่ที่เราต้องการติดตั้งนั้นมีรูปลักษณ์แบบไหนนั่นเอง

7
หมอประจำบ้าน: เมลิออยโดซิส (Melioidosis)

เมลิออยโดซิส เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่พบได้ทั้งในคนและสัตว์ พบว่าประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้มากที่สุดในโลก และคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นปีละ 2,000-3,000 ราย พบได้ทุกภาคของประเทศ แต่พบมากที่สุดทางภาคอีสาน

โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 40-60 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.4 เท่า

ผู้ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อและเป็นโรคนี้ ได้แก่ เกษตรกร และผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการสัมผัสดินและน้ำ (เช่น ทหารที่ฝึกซ้อมในภาคสนาม หรือในการทำสงคราม)

ผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย โดยเฉพาะเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง รวมทั้งผู้ที่มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ๆ

โรคนี้พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายนถึงกันยายน)

โรคนี้อาจแสดงอาการได้หลายลักษณะ ทั้งเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการก็ได้ (ซึ่งเชื้อจะหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย ต่อมาภายหลังเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็จะมีอาการเกิดขึ้นได้)

นอกจากนี้ยังอาจมีอาการคล้ายโรคติดเชื้ออื่น ๆ (รวมทั้งโรคติดเชื้อร้ายแรง เช่น สแตฟีโลค็อกคัสออเรียส) วัณโรค และมะเร็งต่าง ๆ จึงได้ชื่อว่า ยอดนักเลียนแบบ

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อเมลิออยโดซิส ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า เบอร์คอลเดเรียสูโดมัลเลไอ (Burkholderia pseudomallei) เชื้ออาศัยอยู่ในดินและน้ำ ส่วนใหญ่เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีบาดแผล (เช่น บาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการทำงานในท้องไร่ ท้องนา บาดแผลจากอุบัติเหตุ เช่น รถชน รถคว่ำ บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก บาดแผลจากสงคราม เป็นต้น) โดยการสัมผัสดินโคลน หรือน้ำที่มีเชื้อโดยตรง

นอกจากนี้ อาจติดต่อทางการหายใจ (เช่น การสูดหายใจเอาเชื้อเข้าปอด การสำลักน้ำเข้าปอดในผู้ป่วยที่จมน้ำ เป็นต้น) ทางการกิน (เช่น การดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ) การติดจากผู้ป่วย (คนสู่คน) โดยตรงซึ่งพบได้น้อย การติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ และการติดเชื้อในโรงพยาบาล

เชื้อเมลิออยโดซิส เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อแทบทุกระบบของร่างกาย ซึ่งพบบ่อยที่สุดคือ กระแสเลือด รองลงมาคือ ปอด ผิวหนัง และเนื้อเยื่อตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อที่ช่องท้อง (ตับ ม้าม ไต ทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ ตับอ่อน ต่อมหมวกไต เยื่อบุช่องท้อง) คอหอยและทอนซิล ต่อมน้ำลายพาโรติด ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ ข้อและกระดูก สมอง เป็นต้น

การติดเชื้อเมลิออยโดซิส แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ การติดเชื้อเฉพาะที่ กับการติดเชื้อในกระแสเลือด (ซึ่งยังแบ่งย่อยเป็นแบบแพร่กระจาย และแบบไม่แพร่กระจาย)


อาการ

โรคนี้มีอาการแสดงได้หลายลักษณะ

1. ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน มักจะมีไข้สูง หนาวสั่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายโรคติดเชื้ออื่น ๆ (เช่น มาลาเรีย ไทฟอยด์ สครับไทฟัส เล็ปโตสไปโรซิส) และมักมีอาการของปอดอักเสบ หรือเป็นฝีกระจายไปทั่วปอด คล้ายการติดเชื้อสแตฟีโลค็อกคัสออเรียส (มีอาการไอ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ) บางรายอาจมีการติดเชื้อของตับ (ปวดชายโครงขวา ตับโต ดีซ่าน) ม้าม (ปวดชายโครงซ้าย ม้ามโต) ไต (เป็นฝี) ผิวหนัง (ขึ้นเป็นตุ่มนูน ตุ่มหนอง เป็นฝี เป็นต้น) หรืออวัยวะอื่น ๆ ร่วมด้วย

ในรายที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดแบบแพร่กระจาย มักมีการอักเสบของอวัยวะหลายแห่งพร้อมกัน อาการจะเป็นมากขึ้นรวดเร็วภายใน 2-3 วัน จนเกิดภาวะช็อกจากโลหิตเป็นพิษ และเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง

ในรายที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดแบบไม่แพร่กระจาย มักจะมีอาการไข้ และอาจมีการติดเชื้อของปอดและอวัยวะอื่นร่วมด้วยเพียง 1-2 แห่ง บางรายอาจไม่พบตำแหน่งติดเชื้อชัดเจน อาการมักจะไม่รุนแรงและมีการเปลี่ยนแปลงช้า โอกาสที่เกิดภาวะช็อกค่อนข้างต่ำ และมีอัตราตายต่ำ แต่บางรายอาจกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดแบบแพร่กระจายในเวลาต่อมาก็ได้

2. ในรายที่มีการติดเชื้อเฉพาะที่ มักจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ก็ได้ มักมีอาการน้ำหนักลด และมีอาการแสดงตามความผิดปกติของอวัยวะที่ติดเชื้อ (อาจเกิดเพียง 1 แห่ง หรือพร้อมกันหลายแห่ง) เช่น

    ปอด มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด คล้ายวัณโรคปอด หรือมะเร็งปอด
    ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอ มีอาการต่อมน้ำเหลืองข้างคอโตเรื้อรัง (อาจมีอาการปวดและแดงร้อนหรือไม่ก็ได้) คล้ายวัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
    ผิวหนัง มีรอยโรคได้หลายแบบ อาจเริ่มด้วยก้อนนูนขนาด 1-2 ซม. อาจมีอาการเจ็บ แต่ไม่มีอาการแดงร้อน (ทำให้ไม่คิดถึงการอักเสบ) หรืออาจมีอาการของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นลึกอักเสบ การติดเชื้อของบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือแผลอักเสบ หรือเป็นฝีแล้วแตกออกเป็นแผล (อาจกลายเป็นแผลเรื้อรังเป็นสัปดาห์ ๆ ถึง 10 ปี) รอยโรคที่ผิวหนังอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายแห่ง และเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวกาย บางรายอาจมีภาวะโลหิตเป็นพิษแทรกซ้อนได้
    ตับ เป็นฝี เป็นก้อนบวมคลำได้ที่ใต้ชายโครงขวา
    ม้าม เป็นฝี เป็นก้อนบวมคลำได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย
    คอหอยและทอนซิล มีอาการไข้ เจ็บคอ ทอนซิลบวมโต เป็นหนองแบบทอนซิลอักเสบ อาจมีประวัติว่าได้ยารักษาทอนซิลอักเสบมา 1-2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น
    กล้ามเนื้อและกระดูก พบกล้ามเนื้ออักเสบเป็นหนอง (pyomyositis) กระดูกอักเสบเป็นหนอง (osteomyelitis) ข้ออักเสบ (ข้อบวมแดงร้อน)
    ทางเดินปัสสาวะ พบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ฝีไต ฝีรอบไต (perirenal abscess)
    อื่น ๆ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีสมอง ก้านสมองอักเสบ (brain stem encephalitis) ฝีลำไส้ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ฝีต่อมหมวกไต ฝีตับอ่อน เป็นต้น

ในเด็ก (อายุต่ำกว่า 14 ปี) มักจะพบต่อมน้ำลายข้างหู (พาโรติด) อักเสบเป็นหนอง (suppurative parotitis) ซึ่งไม่พบในผู้ใหญ่ มักเป็นเพียงข้างเดียว โดยมีอาการไข้ ปวดบวมบริเวณหน้าหูคล้ายคางทูม ก้อนจะบวมแดงมากขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ และอาจมีตุ่มหนองขึ้นที่ผิวหนังบริเวณที่บวม หนองไหลออกจากหูข้างเดียวกัน หรือมีหนังตาอักเสบ (periorbital cellulitis) ร่วมด้วย บางรายอาจมีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้

โดยทั่วไป การติดเชื้อเฉพาะที่มักไม่รุนแรง มักไม่เกิดภาวะช็อก และมีอัตราตายต่ำ แต่บางรายปล่อยไว้ไม่รักษา อาจมีการติดเชื้อเข้ากระแสเลือดแบบแพร่กระจายเกิดภาวะช็อก เป็นอันตรายได้


ภาวะแทรกซ้อน

ที่ร้ายแรงและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก็คือ ภาวะช็อกจากโลหิตเป็นพิษ และภาวะการหายใจล้มเหลว

อาจพบภาวะแทรกซ้อนทางปอด เช่น ภาวะมีหนองในโพรงเยื่อหุ้มปอด ภาวะมีลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด

อาจพบภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ในรายที่เป็นเฉียบพลัน มักมีไข้สูง หายใจหอบ ฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation) อาจมีตับโต ม้ามโต (อาจกดเจ็บหรือไม่ก็ได้) ดีซ่าน หรือมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา (subconjunctival hemorrhage) อาจพบรอยโรคที่ผิวหนัง (ตุ่มนูน ตุ่มหนอง ฝี)

ในรายที่รุนแรงมักพบภาวะช็อก

ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจมีไข้สูง ไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ มักมีน้ำหนักลด (ซูบผอม) ภาวะซีด และพบรอยโรคของอวัยวะที่เป็นโรค เช่น ปอด (มีเสียงกรอบแกรบ) ตับโต ม้ามโต ผิวหนัง (ตุ่มนูน ตุ่มหนอง ฝี แผลอักเสบ หรือแผลเรื้อรัง) ต่อมน้ำเหลืองโต ต่อมน้ำลายข้างหูโต (คางทูม) ทอนซิลบวมแดงเป็นหนอง ข้อบวมแดงร้อน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (คอแข็ง)

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจพบเชื้อโดยการย้อมหรือเพาะเชื้อจากเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง (เสมหะ ปัสสาวะ หนองจากผิวหนังหรือฝีของอวัยวะต่าง ๆ) อาจทำการทดสอบทางน้ำเหลือง (เช่น indirect hemagglutination test, ELISA) ทำการเอกซเรย์ปอด ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (ดูฝีในตับ ม้าม ไต) เจาะหลัง (ในรายที่สงสัยมีการติดเชื้อของสมอง) ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต (AST, ALT, BUN, creatinine) ตรวจปัสสาวะ (ดูการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ) เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้การดูแลตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ให้สารน้ำและเกลือแร่ ออกซิเจน ใช้เครื่องช่วยหายใจ ผ่าระบายหนอง เป็นต้น

ที่สำคัญคือต้องให้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เซฟทาซิไดม์ (ceftazidime) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ อาจให้เพียงชนิดเดียว หรือให้ร่วมกับโคไตรม็อกซาโซลเข้าหลอดเลือดดำ บางกรณีอาจให้โคอะม็อกซิคลาฟ หรือยาปฏิชีวนะชนิดอื่นแทน

เมื่อดีขึ้นจะให้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน แบบเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงต่อไปอีก 20 สัปดาห์

2. ในรายที่อาการไม่รุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน เช่น

    โคไตรม็อกซาโซล ร่วมกับดอกซีไซคลีน
    ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หรือแพ้ยาข้างบน ให้โคอะม็อกซิคลาฟ

เมื่ออาการดีขึ้น (มักใช้เวลาประมาณ 10 วันหลังจากเริ่มให้ยา) ควรให้กินติดต่อกันนาน 20 สัปดาห์

ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้ามีอาการรุนแรงและเพาะเชื้อจากเลือดให้ผลบวก (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) มีอัตราตายร้อยละ 40-75

ถ้ามีการติดเชื้อหลายแห่ง แต่เพาะเชื้อจากเลือดให้ผลลบ มีอัตราตายประมาณร้อยละ 20

ถ้ามีการติดเชื้อเฉพาะที่เพียง 1 แห่ง มีอัตราตายต่ำ ส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติ

ผู้ป่วยต้องกินยานาน 20 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับกำเริบใหม่ พบว่าถ้าให้ยาน้อยกว่า 8 สัปดาห์ มีอัตราการกลับกำเริบใหม่ร้อยละ 23 และผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายประมาณร้อยละ 27


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้สูงร่วมกับอาการหนาวสั่น หรือมีไข้เรื้อรังเป็นสัปดาห์ ๆ ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองโต แผลเรื้อรัง เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นเมลิออยโดซิส ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามระยะที่แพทย์กำหนด (อาจนานถึง 20 สัปดาห์) ถึงแม้อาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 10 วัน
    มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพ้อคลั่ง ชัก หรือแขนขาอ่อนแรง
    หายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกมาก
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันโรคนี้อย่างได้ผล

สำหรับพื้นที่ที่มีโรคนี้ชุกชุม ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และผู้ที่มีบาดแผลตามร่างกาย อาจลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมลิออยโดซิส โดยการหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่ท่วมขังหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ หรือลงแช่น้ำในห้วยหนองคลองบึง ถ้าต้องเดินย่ำน้ำหรือพื้นดินที่ชื้นแฉะ (ตามตรอก ซอย คันนา ท้องนา ท้องไร่) ให้ใส่รองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าหุ้มข้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้สเตียรอยด์นาน ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคนี้ชุกชุม) ให้เฝ้าระวังการเกิดโรคนี้ ถ้ามีอาการน่าสงสัยก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มีอาการคล้ายโรคติดเชื้อหลายชนิด ทุกครั้งที่วินิจฉัยแยกแยะอาการของโรคติดเชื้อ (เช่น ไข้ ไอ รอยโรคที่ผิวหนัง เป็นต้น) ควรคิดถึงโรคนี้ไว้ด้วยเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ทางภาคอีสานและมีโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้ยาสเตียรอยด์มานาน ๆ หรือในกรณีให้การรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ (เช่น คางทูม ทอนซิลอักเสบ ฝี แผล ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ข้ออักเสบ เป็นต้น) แล้วไม่ดีขึ้น ก็อาจเกิดจากโรคนี้ก็ได้

ในรายที่มีไข้และไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ต้องแยกระหว่างวัณโรคปอดกับเมลิออยโดซิส ถ้าตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสมหะ หรือให้ยารักษาวัณโรคแล้วไม่ดีขึ้น ก็อาจเกิดจากเมลิออยโดซิสได้

2. โรคนี้บางครั้งมีอาการคล้ายมะเร็ง คือ น้ำหนักลดรวดเร็ว และมีก้อนบวม (เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ก้อนตับหรือม้ามที่ค่อย ๆ โตขึ้น) นานเป็นแรมเดือนแรมปี หากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเมลิออยโดซิส ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจยืนยัน และถ้าเป็นโรคนี้จริงก็สามารถให้การรักษาให้หายขาดได้

3. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ จำเป็นต้องรักษาอย่างจริงจังและกินยาต่อเนื่องนาน 20 สัปดาห์ หากกินไม่สม่ำเสมอหรือกินไม่ครบตามกำหนด ก็อาจมีอาการกำเริบใหม่ได้ (มักเกิดภายใน 21 สัปดาห์ หลังหยุดยา บางรายอาจนานถึง 5 ปีกว่า) ผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบใหม่อาจเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

8
วัดห้วยพระเที่ยวชมวิหารหลวงเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อให้จิตใจสงบ

วัดห้วยพระมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีพระครูบาอาจารย์ชื่อว่า หลวงพ่อพุทธศักดิ์เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิหารหลวงพ่อพุทธศักดิ์เหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดห้วยพระซึ่งเป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพุทธศักดิ์

วิหารนี้มีลักษณะเป็นอาคารสองชั้น มีหลังคาทรงจั่วและมีเสาคอลัมน์ที่สวยงาม ภายในวิหารหลวงพ่อพุทธศักดิ์มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ พระพุทธรูปนี้มีชื่อว่า “พระพุทธศักดิ์” เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน วัดห้วยพระ จังหวัดนครปฐมเป็นสถานที่สงบเงียบและผ่อนคลายสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมและหลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ วัดอันเงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเป็นสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มพูนสติและเชื่อมโยงจิตวิญญาณผ่านการทำสมาธิและคำสอนของพุทธศาสนา

ภาพรวมของวัดห้วยพระ
วัดห้วยพระตั้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อในเรื่องความเงียบสงบและบรรยากาศที่อบอุ่น รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและน้ำนิ่ง เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการไตร่ตรองและการเติบโตทางจิตวิญญาณ ผู้เยี่ยมชมสามารถสำรวจสถาปัตยกรรมที่ประณีตงดงามของวัด สวนอันเงียบสงบและสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบซึ่งส่งเสริมความสงบภายในและการผ่อนคลาย

การปฏิบัติธรรมที่วัด
ที่วัดห้วยพระ การปฏิบัติธรรมจะเน้นที่การทำสมาธิ การมีสติและหลักคำสอนของพุทธศาสนา โดยผู้ที่สนใจเรียนรู้เทคนิคการทำสมาธิ เช่น การทำสมาธิอานาปานสติ การเดินจงกรม และการทำสมาธิเมตตา ทุกวัน การปฏิบัติเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้จิตใจสงบและช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีสติสัมปชัญญะ ความเมตตา และปัญญา

วัดมักจัดโปรแกรมปฏิบัติธรรมแบบวันเดียวไปจนถึงแบบต่อเนื่อง ซึ่งผู้เข้าร่วมสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไปแล้ว การปฏิบัติธรรมจะประกอบด้วยการทำสมาธิแบบมีผู้ชี้นำ บทธรรมโดยพระภิกษุผู้มีประสบการณ์และโอกาสให้ไตร่ตรองอย่างเงียบๆ

คำแนะนำทางจิตวิญญาณจากพระภิกษุ
จุดเด่นประการหนึ่งของการปฏิบัติธรรมที่วัดห้วยพระ คือ พระสงฆ์ประจำวัดที่คอยชี้แนะแนวทางปฏิบัติธรรม โดยยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก สอนให้เข้าใจถึงหลักธรรมที่นำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว พระสงฆ์ที่วัดห้วยพระก็ขึ้นชื่อในเรื่องความอดทนและปัญญา ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจปรัชญาพุทธและเทคนิคการทำสมาธิอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการเข้าปฏิบัติธรรม
การเข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดห้วยพระมีประโยชน์มากมาย ผู้ปฏิบัติธรรมมักจะมีความแจ่มใสทางจิตใจมากขึ้น ความเครียดลดลง และสุขภาพจิตดีขึ้น การหลีกหนีจากสิ่งรบกวนในชีวิตสมัยใหม่และมุ่งเน้นไปที่การมีสติ ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถค้นพบความสมดุลและจุดมุ่งหมายใหม่

นอกจากนี้ บรรยากาศอันเงียบสงบของวัดยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตทางจิตวิญญาณและความคิดวิเคราะห์ทางจิตวิญญาณ ความงดงามตามธรรมชาติของจังหวัดนครปฐมช่วยยกระดับประสบการณ์การทำสมาธิ ช่วยให้ผู้เยี่ยมชมได้เชื่อมต่อกับตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง

วิธีการเข้าร่วม
วัดห้วยพระเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปี และผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมหรือเข้าปฏิบัติธรรมได้ สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรม ขอแนะนำให้ติดต่อวัดล่วงหน้าเพื่อสอบถามตารางเวลาและรายละเอียดการลงทะเบียน ทางวัดมีที่พักแบบเรียบง่ายสำหรับผู้ที่พักค้างคืน เพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติธรรมได้สัมผัสประสบการณ์อย่างเต็มที่

การฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดห้วยพระ จังหวัดนครปฐม เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ช่วยให้ผู้คนหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตและกลับมาเชื่อมต่อกับตัวตนภายในของตนเองอีกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ในการทำสมาธิหรือฝึกมาหลายปีแล้ว วัดแห่งนี้มีบรรยากาศที่เงียบสงบและคำแนะนำอันเปี่ยมด้วยความเมตตาที่จะสนับสนุนการเดินทางทางจิตวิญญาณของคุณ คว้าโอกาสในการฝึกสติ เพิ่มความเข้าใจในคำสอนของพุทธศาสนา และค้นหาความสงบภายในความงามตามธรรมชาติของนครปฐม

9
รีวิวแท็บเล็ต: แอปเปิล APPLE-iPad Pro 12.9 64GB
30,900 บาท

แอปเปิล APPLE-iPad Pro 12.9 64GB
หน้าจอคมชัดกว่าเดิม สเปคแรงด้วยชิปเซ็ต Apple A10X Fusion รวมทั้งกล้องระดับเดียวกับ iPhone 7

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น            แอปเปิล APPLE-iPad Pro 12.9 64GB
   ราคากลาง         30,900 บาท
   จำนวนซิม          -
   สี                  ชมพู, เทา, ทอง, เงิน
   ความถี่-เครือข่าย
   ขนาด-น้ำหนัก                  ยาว 305.7 x กว้าง 220.6 x หนา 6.9 มม., น้ำหนัก 692 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน-ROM    64 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด     -
   แบตเตอรี่                        N/A

ชนิดจอ
   ชนิดจอ                    IPS LCD
   ขนาด-ความละเอียด     12.9 นิ้ว, 2,048 x 2,732 px

   รายละเอียดอื่น
หน้าจอความสว่างสูงถึง 600 nit
CPU แรงกว่าเดิม 30% และ GPU แรงกว่าเดิม 40% เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว
กล้องมาพร้อมค่ารูรับแสง F1.8 มีระบบกันสั่น OIS
บันทึกวีดีโอ 3840 x 2160 (4K) (30 fps)

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด               กล้องหลัง (12 Mpx), กล้องหน้า (7 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                           Auto Focus, Flash

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)          Apple A10X Fusion
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
   หน่วยความจำ (RAM)            N/A GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก            USB (), Bluetooth (4.2), NFC (), Wi-Fi (802.11 a,b,g,n,ac), Bluetooth Low Energy (BLE) (), WiFi Direct (), A2DP ()
   ระบบรับส่งข้อความ               EMAIL, PUSH MAIL
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต          -
   ระบบ GPS                        A-GPS, Glonass

10
ซ่อมบำรุงอาคาร: ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นอย่างไรให้ปลอดภัย?

หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นด้วยเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นหนึ่งในตัวช่วยให้เรารู้สึกสบาย ผ่อนคลายพร้อมจะเริ่มวันใหม่ และปลิดทิ้งความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน เพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือ การติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นให้พร้อมกับการใช้งานและปลอดภัยมากที่สุดขณะใช้งานจริง

เบื้องต้นให้ศึกษาข้อมูลจากคู่มือการติดตั้งที่ได้มากับตัวเครื่อง ว่าเครื่องทำน้ำอุ่นที่เลือกซื้อมา มีสิ่งไหนที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ หรือข้อควรระวังอะไรในระหว่างติดตั้งหรือไม่ หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นขั้นตอนการติดตั้งด้วย โดยหลักการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น มีดังนี้

กำหนดตำแหน่งในการติดตั้ง จุดในการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นที่ดี ต้องมีความสะดวกในการเชื่อมต่อกับก๊อกน้ำ และการเดินสายไฟเข้าสู่ตัวเครื่อง และเครื่องของเครื่องทำน้ำอุ่นควรอยู่สูงประมาณ 160 – 170 ซม. และควรติดตั้งให้อยู่ใกล้กับฝักบัวอาบน้ำ เพื่อให้ความสะดวกกับการใช้งาน

ปิดเบรกเกอร์ที่เมนสวิตช์ หลักการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดภายในบ้าน จำเป็นต้องปิดเบรกเกอร์ที่เมนสวิตซ์ หรือที่ตู้คอนซูมเมอรร์ยูนิตในกรณีที่ต้องเดินสายไฟใหม่ เพื่อความปลอดภัยระหว่างการติดตั้ง แต่กรณีที่มีการเดินสายไฟของเดิมไว้อยู่แล้ว ก็ให้ปิดเบรกเกอร์ลูกย่อยที่ใช้ควบคุมเฉพาะเครื่องทำน้ำอุ่นที่เมนสวิตซ์ ให้ยังสามารถใช้ไฟฟ้าในบริเวณอื่น ๆ ได้เช่นกัน

การติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นให้มั่นคงนั้น จำเป็นต้องแขวนเครื่องทำน้ำอุ่นกับผนังที่มีความแข็งแรง จากนั้นให้ทำการเจาะผนังด้วยสว่าน แล้วทำการไขสกรูเข้าไปในผนัง ในขณะที่ทำการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นต้องแขวนเครื่องให้แนบสนิท แข็งแรง โดยหลังการติดตั้งให้ลองเขย่าเครื่องทำน้ำอุ่นดูว่าติดตั้งมั่นคงดีแล้วหรือยัง

ต่อตำแหน่งสายไฟ และสายดินให้ถูกต้อง เมื่อเดินสายไฟมาที่เครื่องทำน้ำอุ่นเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การต่อสายไฟต่าง ๆ ให้ถูกตำแหน่ง นั่นคือสาย L, N และ G โดยสายที่สำคัญคือ สายสีเขียวหรือสีเขียวแถบเหลืองที่เป็นสายดิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการทำสกรูเตรียมไว้แล้ว ก็สามารถต่อเข้ากับขั้วต่อลงดินได้เลย

เดินสายไฟและติดตั้งเบรกเกอร์กันดูด เครื่องทำน้ำอุ่น เดินสายไฟจากเมนสวิตช์มายังบริเวณหน้าห้องน้ำ เพราะวิธีติดตั้งเบรกเกอร์เครื่องทำน้ำอุ่นที่ถูกต้อง ไม่ควรนำเบรกเกอร์ไปติดตั้งไว้ภายในห้องน้ำ หรือบริเวณใกล้ ๆ เครื่องทำน้ำอุ่น เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตขณะใช้งานได้

ทดสอบการรั่วซึม เปิดวาล์วน้ำเข้าเครื่องเพื่อทดสอบว่ามีการรั่วซึมตามส่วนประกอบต่าง ๆ หรือไม่ โดยรอให้น้ำไหลผ่านออกมาจากฝักบัว เพื่อเป็นการไล่อากาศที่อยู่ภายในท่อหรือในระบบน้ำออกไปก่อน จากนั้นจึงเปิดเบรกเกอร์ให้เครื่องทำน้ำอุ่นทำงาน เพื่อทดสอบความร้อนของน้ำที่ออกมาจากตัวเครื่อง

ในขั้นตอนสุดท้ายคือการทดสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด โดยการกดปุ่ม TEST ที่ตัวเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อตรวจสอบว่าระบบตัดไฟสามารถทำงานได้ตามปกติหรือไม่ และควรตรวจสอบในขั้นตอนนี้เป็นประจำ

นอกจากวิธีการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นให้เหมาะสมกับการใช้งาน และรูปแบบของห้องน้ำแล้ว วิธีการติดตั้งก็สำคัญไม่แพ้กัน ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยขณะใช้งานจริง และวิธีการรับมือหากเกิดไฟรั่วระหว่างใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และถนอมเครื่องทำน้ำอุ่นให้มีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น

11
หมอออนไลน์: คอหอยอักเสบ (Pharyngitis) ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

การอักเสบของคอหอยและทอนซิล มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดจากสาเหตุได้หลากหลาย ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ (ตรวจอาการ เจ็บคอ ประกอบ)

ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการอักเสบจากโรคติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (group A betahemolytic Streptococcus)* ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

* เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Streptococcus pyogenes

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิด บางส่วนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่หลายชนิด เชื้อมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือโดยการสัมผัสมือผู้ป่วย สิ่งของ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัด

เชื้อแบคทีเรียที่สำคัญ คือ บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง (exudative tonsillitis) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี และอาจพบในผู้ใหญ่เป็นครั้งคราว แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคนี้อาจติดต่อในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ตามโรงเรียน หอพัก เป็นต้น

ระยะฟักตัว 2-7 วัน

อาการ

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส จะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่เจ็บตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ มีไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ จะมีอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก อาจมีอาการปวดร้าวไปที่หู บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการอักเสบจากไวรัส


ภาวะแทรกซ้อน

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ส่วนผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ อาจมีภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

1. เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีทอนซิล (peritonsillar abscess) ซึ่งอาจโตจนทำให้กลืนลำบากหรือหายใจลำบาก

2. เชื้ออาจแพร่เข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง (osteomyelitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

3. โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก และ หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์ โรคแทรกซ้อนเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune reaction) สำหรับไข้รูมาติกมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ดังนี้

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ ผนังคอหอยอาจมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ทอนซิลอาจโตเล็กน้อยซึ่งมักจะมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน อาจพบมีน้ำมูกใส ตาแดง (เยื่อตาขาวอักเสบ)

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ จะมีไข้มากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ผนังคอหอยหรือเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม ทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมักมีแผ่นหรือจุดหนองขาว ๆ เหลือง ๆ อยู่บนทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย (ถ้าพบเป็นแผ่นเยื่อสีเทาหรือสีเหลืองปนเทา ซึ่งเขี่ยออกยากและมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการไอเสียงแหบ หรือหายใจหอบร่วมด้วย) นอกจากนี้อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอด้านหน้าหรือใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ

ในรายที่ไม่มั่นใจว่าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ เช่น มีเพียงแผ่นหรือจุดหนองบนทอนซิล (ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสบางชนิดก็ได้) โดยอาการอื่น ๆ ไม่ชัดเจน อาจต้องส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม ในปัจจุบันมีการตรวจหาเชื้อบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอจากบริเวณคอหอยและทอนซิล ซึ่งสามารถทราบผลภายในไม่กี่นาที เรียกว่า "Rapid strep test" ถ้าให้ผลบวกก็ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่ถ้าให้ผลลบอาจต้องทำการเพาะเชื้อ ซึ่งจะทราบผลภายใน 1-2 วัน


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชา หรือ 5 มล. ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง ถ้าเจ็บคอมากให้ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ หรืออมก้อนน้ำแข็ง

2. ในรายที่เกิดจากไวรัส (ซึ่งจะมีอาการคอหอยและทอนซิลแดงไม่มาก และมักมีอาการน้ำมูกใส ไอ ตาแดง เสียงแหบ หรือท้องเดินร่วมด้วย) ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้ไอ โดยไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ ก็มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

3. ในรายที่มั่นใจว่าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (ซึ่งจะมีอาการไข้สูงร่วมกับทอนซิลบวมแดงจัด และมีแผ่นหรือจุดหนอง มีต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณใต้ขากรรไกรหรือข้างคอด้านหน้า และไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ ตาแดง) นอกจากให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น เพนิซิลลินวี, อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน หรือ ร็อกซิโทรไมซิน) นาน 10 วัน บางรายแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดกินเพียง 5 วัน เช่น โคอะม็อกซิคลาฟ, อะซิโทรไมซิน หรือ คลาริโทรไมซิน

4. ถ้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น หอบ ปวดและบวมตามข้อ เป็นฝีทอนซิล แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมและให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

5. ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง (ปีละมากกว่า 4 ครั้ง) จนเสียงานหรือหยุดเรียนบ่อย มีอาการอักเสบของหูชั้นกลางบ่อย หรือก้อนทอนซิลโตจนอุดกั้นทางเดินหายใจ อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิล (tonsillectomy)

ผลการรักษา ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ให้การรักษาตามอาการมักจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์

ถ้าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ เมื่อกินยาปฏิชีวนะได้ครบตามที่แพทย์แนะนำ ก็มักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้ากินไม่ครบหรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งหากกลายเป็นหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน หรือไข้รูมาติก ก็อาจเป็นเรื้อรังหรือมีภาวะร้ายแรงได้

การดูแลตนเอง
หากมีอาการไข้ร่วมกับเจ็บคอมาก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นทอนซิลอักเสบ ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้

    พักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ ห้ามอาบน้ำเย็น และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง
    กินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน
    กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชา หรือ 5 มล. ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง
    ถ้าเจ็บคอมากให้ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ หรืออมก้อนน้ำแข็ง
    กินยาบรรเทาตามอาการ (เช่น ยาลดไข้) และกินยาปฏิชีวนะ (ในรายที่แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) ให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
    ติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัด

ควรกลับไปพบแพทย์ หากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อนี้ 

    มีอาการผิดสังเกตแทรกซ้อนตามมา เช่น ปวดศีรษะมาก ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชัก ปวดหู หูอื้อ กลืนลำบาก ปวดที่โหนกแก้มหรือหัวคิ้ว หายใจหอบ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ปวดบวมตามข้อ มีผื่นขึ้นตามตัว เท้าบวม ปัสสาวะสีแดง เป็นต้น
    ดูแลรักษา 3-4 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้น
    หลังกินยา มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

เมื่อมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นคอหอยหรือทอนซิลอักเสบ ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด เช่น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการไอหรือจามรดผู้อื่น คนที่ยังไม่ป่วยอย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่าใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย และหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ เป็นต้น

ข้อแนะนำ

1. อาการเจ็บคอ คอหอยอักเสบ ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส และโรคไม่ติดเชื้อ (เช่น โรคภูมิแพ้ การระคายเคือง โรคน้ำกรดไหลย้อน เป็นต้น) ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการเจ็บคอ แพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด และตรวจดูคอหอยทุกรายเพื่อแยกแยะสาเหตุให้ชัดเจน จะใช้ยาปฏิชีวนะต่อเมื่อมั่นใจว่าเป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอเท่านั้น หากไม่มั่นใจก็จะส่งตรวจพิเศษ (เช่น การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี rapid strep test, การเพาะเชื้อ)

2. สำหรับทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ควรเน้นให้กินยาปฏิชีวนะจนครบตามระยะที่กำหนดตามที่แพทย์แนะนำ ถึงแม้หลังให้ยาไป 2-3 วันแล้วอาการเริ่มทุเลาแล้วก็ตาม หากให้ไม่ครบนอกจากทำให้โรคกำเริบได้บ่อยแล้วยังอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ไข้รูมาติก และหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยแต่ก็เป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรง

ผู้ป่วยควรแยกตัว อย่าอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น จนกว่าจะให้ยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จึงจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น

ในปัจจุบันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องมักได้ผลดี โอกาสที่จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิลจึงลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก

3. ถ้าให้ยาปฏิชีวนะรักษาทอนซิลอักเสบแล้วไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่น รวมทั้งเมลิออยโดซิส ซึ่งพบบ่อยในคนอีสานที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน (ดูเมลิออยโดซิส)

4. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคนี้ หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ (เช่น ไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ ท้องเดิน หายใจเหนื่อยหอบ) หรือทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ด้วยตนเองให้ผลเป็นบวก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

12
จัดฟันบางนา: รู้หรือไม่ ? ทำไมการจัดฟันแบบใส invisalign ถึงดีกว่าการจัดแบบอื่น !

การจัดฟันแบบใส invisalign เป็นการจัดฟันที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรักษา ผู้เข้ารับการรักษาสามารถเห็นการวางแผนของการรักษาและการเคลื่อนตัวของฟัน ได้ 100 % ถึงทำให้ผลการรักษาออกมาประสบความสำเร็จและมีความแม่นยำเป็นอย่างมาก ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และแก้ไขปัญหาของสภาพฟันได้ทุกกรณี ทำให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสและมรสุขภาพฟันที่ดีขึ้นอีกด้วย

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมการจัดฟันแบบใส invisalign ถึงดีกว่าการจัดฟันในรูปแบบอื่น ซึ่งการจัดแบบทั่วไปที่เราเห็นคือ มีการใส่เหล็กจัดฟันเข้าไปในช่องปาก แต่การจัดฟันแบบใส invisalign ทำให้มองแทบไม่เห้นเครื่องการจัดฟัน ทั้งยังสามารถถอดออกได้ด้วย นี่ก็เป็นจุดเด่นว่าทำการจัดฟันแบบใส ถึงดีกว่าการจัดฟันแบบอื่น นอกจากเครื่องมือที่แตกต่างกันแล้ว การจัดฟันแบบใสยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เป็นที่พึงพอใจของผู้เข้ารับการรักษา เพราะสามารถคาดการณ์ผลการรักษาได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตามการจัดฟันแบบใส ยังเหมาะสมกับไลพ์สไตล์ของคนในสมัยนี้อีกด้วย เพราะประหยัดเวลาในการเข้าพบทันตแพทย์ สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจดดยแทบจะไม่เห้นเครื่องมือ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ต้องมีเรื่องกังวลว่าเหล็กจะหลุดขณะรับประทานอาหาร และยังมีความเจ็บปวดที่น้อยกว่าการจัดฟันแบบอื่น

นอกจากนี้ การดุแลรักษาความสะอาดของช่องปาก ก็สามารถทำได้ง่ายเพราะสามารถถอดเครื่องมือออกได้ขณะที่แปรงฟัน และยังใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี และเครื่องมือการจัดฟันแบบใส หรือ เทรย์นั้น สามารถถอดออกได้ และมีวิธีการดูแลรักษาที่ง่ายไม่ยุ่งยาก หากมีข้อสงสัยสามารถเข้ารับคำแนะนำจากทางคลีนิคได้ ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13
การทำความสะอาดช่องปากและฟัน สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันเด็ก

การดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและฟัน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือช่วงอายุใด ยิ่งสุขภาพช่องปากและฟันในเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยเด็ก ยังมีฟันน้ำนม ซึ่งฟันน้ำนมก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับฟันแท้เลย พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะมองว่า ฟันน้ำนม ไม่มีความสำคัญเพราะยังไง ฟันน้ำนมก็ต้องหลุดอยู่แล้ว เพื่อให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ นั่นถือเป็นความคิดที่ผิด เพราะฟันน้ำนมมีความสำคัญมาก ส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ เพราะฟันน้ำนมมีบทบาทสำคัญในลำดับขั้นพัฒนาการของเด็ก

นอกจากจะเป็นตำแหน่งที่จะเกิดฟันแท้มาแทนที่แล้ว ยังสามารถช่วยในเรื่องลักษณะทางกายภาพให้มีโครงสร้างร่างกายเป็นปกติ มีฟันไว้ช่วยบดเคี้ยวอาหารที่ดีได้ หากฟันน้ำนมมีสุขภาพดี ไม่ผุกร่อนหรือติดเชื้อ ก็จะส่งเสริมพัฒนาการฟันแท้ที่จะงอกตามมาให้สมบูรณ์แข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะปลูกฝังให้บุตรหลาของท่าน หันมาเอาใจใส่ในเรื่องของการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อที่จะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น ว่า พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะมองว่า ฟันน้ำนมไม่มีความสำคัญ จึงอาจจะปล่อยประละเลย ทำให้เด็กเกิดฟันผุและมีปัญหาฟันตามมาได้ จึงเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะพบได้บ่อย และต้องลงเอยด้วยการรักษาด้วยการจัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่า การจัดฟันในเด็ก ก็สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว แถมยังช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้าเด็กได้ด้วย ทำให้เด็กมีใบหน้าที่เข้ารูปสวย น่ารักสมวัย และที่สำคัญการจัดฟันในเด็กนั้น ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษษความสะอาดฟันด้วย

สำหรับวันนี้ทางคลินิกของเราจะมาพูดถึงเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่า การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและฟัน ในช่วงของการจัดฟันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหลายคนที่เข้ารับการจัดฟัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันในรูปแบบใดหรือช่วงอายุใด คงมักเจอกับปัญหาในระหว่างการทำความสะอาดฟัน โดยอาจจะทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ทั่วถึง หรือไม่สามารถแปรงฟันได้อย่างเต็มที่ เพราะมีข้อจำกัด

นั่นก็คือ การมีเครื่องมือการจัดฟันติดตั้งอยู่ภายในช่องปากของเรา ซึ่งส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดช่องปากและฟันลดลง ซึ่งในการจัดฟันในเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรที่สอนให้ลูกแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรที่จะมีอุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟัน เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดฟันได้อย่างเต็มที่และสะอาดทุกซอก ทุกมุม สำหรับวิธีการทำความสะอาดช่องปากและฟัน สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันในเด็ก ต้องบอกก่อนว่า การแปรงฟันให้สะอาด การใช้ไหมขัดฟัน เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการมีสุขภาพในช่องปากและฟันที่ดี  ไม่ว่าเด็กๆ จะเข้ารับการจัดฟันหรือไม่ก็ตาม แต่ในขณะที่เข้ารับการจัดฟัน อาจทำให้เด็กใช้ไหมขัดฟันได้ลำบาก เพราะอาจจะยังไม่รู้วิธีการใช้ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรซื้อสายร้อยไหมขัดฟัน  ซึ่งทำจากพลาสติก ด้านหนึ่งเป็นห่วงสำหรับร้อยไหมขัดฟัน อีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นปลายแหลม เพื่อช่วยนำไหมขัดฟันเข้าทำความสะอาด

โดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานฟัน ฟันที่เชื่อมกัน หรืออาจจะใช้ Super floss ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ก้านพลาสติก ส่วนฟองน้ำ และส่วนไหมขัดฟันปกติ  ที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้ทำความสะอาดโดยใช้ส่วนก้านพลาสติกร้อยใต้สะพานฟัน ฟันที่เชื่อมกัน หรือซอกฟันที่ติดเครื่องมือจัดฟัน แล้วใช้ส่วนฟองน้ำทำความสะอาดใต้สะพานฟัน ส่วนไหมขัดฟันปกติใช้ทำความสะอาดซอกฟันอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การรักษาได้ผลที่ดีที่สุด และเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดี ผู้ปกครองควรพาเด็กๆ ไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน อย่างสม่ำเสมอ หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำจากทางคลินิกได้ เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็ก ที่จะให้คำปรึกษาและแนะนำขั้นตอนการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้บุตรหลานของท่านมีฟันที่สวยงามและมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง



14
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



15
วิธีขายอาหารออนไลน์โดยไม่ต้องมีหน้าร้านทำอาชีพเสริม ได้กำไรด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

การขายอาหารออนไลน์โดยไม่ต้องมีหน้าร้านเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้เสริมที่น่าสนใจในยุคดิจิทัลนี้ ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และรสชาติที่อร่อยถูกปาก ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับและแนวทางในการสร้างรายได้เสริมจากอาหารออนไลน์:

1. เลือกประเภทอาหารที่ใช่:

อาหารตามสั่ง:
ทำง่าย ใช้วัตถุดิบไม่มาก ตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่มีเวลาทำอาหาร
อาหารคลีน/อาหารเพื่อสุขภาพ:
ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ มีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน สามารถสร้างแบรนด์และเรื่องราวของร้านได้
ขนมโฮมเมด:
ลงทุนน้อย ใช้อุปกรณ์ในครัวที่มีอยู่แล้ว สามารถสร้างสรรค์เมนูขนมได้หลากหลาย เหมาะสำหรับคนที่มีทักษะการทำขนม
อาหารแปรรูป:
สามารถเก็บรักษาได้นาน มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย สามารถขายผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้
อาหารทานเล่น/ของว่าง:
ทำง่าย ใช้วัตถุดิบไม่มาก เหมาะสำหรับขายในตลาดนัด หรือจัดส่งตามออเดอร์


2. สร้างความแตกต่างและคุณภาพ:

สูตรลับและเอกลักษณ์:
คิดค้นสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
วัตถุดิบคุณภาพ:
เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและสดใหม่ จะช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยและถูกปากลูกค้า
บรรจุภัณฑ์:
เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และสวยงาม เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
ความสะอาด:
รักษาความสะอาดของวัตถุดิบ อุปกรณ์ และสถานที่ทำอาหาร สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า


3. ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์:

แอปพลิเคชันเดลิเวอรี่:
เข้าร่วมแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยม เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย และเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น
โซเชียลมีเดีย:
สร้างเพจหรือบัญชีบนโซเชียลมีเดีย เพื่อโปรโมทร้านค้า และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
เว็บไซต์ (ถ้ามี):
สร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อ


4. การตลาดออนไลน์:

รูปภาพและวิดีโอ:
ถ่ายภาพอาหารให้สวยงามน่ารับประทาน และทำวิดีโอแนะนำเมนูหรือขั้นตอนการทำอาหาร
โปรโมชั่นและส่วนลด:
จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และมอบส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
รีวิวและคะแนน:
ให้ความสำคัญกับรีวิวและคะแนนจากลูกค้า และตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างรวดเร็ว


5. การจัดการและบริการ:

การจัดการออเดอร์:
ตรวจสอบออเดอร์อย่างละเอียดและแม่นยำ และเตรียมอาหารให้รวดเร็วและตรงเวลา
การจัดส่ง:
เลือกใช้บริการจัดส่งที่น่าเชื่อถือ และแจ้งสถานะการจัดส่งให้ลูกค้าทราบ
บริการลูกค้า:
ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า


6. เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า:
สร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของร้านค้า เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์:
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม
พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ:
พัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารออนไลน์อาจต้องใช้ความอดทนและการปรับตัว แต่ด้วยการวางแผนที่ดีและใส่ใจในคุณภาพ คุณก็สามารถสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงได้

หน้า: [1] 2 3 ... 80